อาหารเปลี่ยน จุลินทรีย์(ในลำไส้) เปลี่ยน

อาหารที่เรารับประทานสามารถเปลี่ยนแบคทีเรียในทางเดินอาหารได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ในร่างกายของมนุษย์นั้นประกอบไปด้วยจุลินทรีย์มากมาย โดยเรียกจีโนมของจุลินทรีย์ทั้งหมดที่อาศัยในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอีกชนิด หนึ่งว่า ไมโครไบโอม (Microbiome) ในร่างกายของมนุษย์มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จุลินทรีย์จะอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนท้ายที่เรียกว่าโคลอน

ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ประมาณ 10 ล้านล้านเซลล์ โดยคิดเป็น 1-3 % ของน้ำหนักตัว
ในลำไส้ของมนุษย์จะมีจุลินทรีย์ประมาณ 500 – 1,000 สายพันธุ์

อีกทั้งโลกในยุคปัจจุบัน ผู้คนต่างมีชีวิตที่เร่งรีบ มีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกับอดีตมากมาย รวมถึงอาหารที่เปลี่ยนไป อาหารในปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลากหลาย แต่อาหารที่เด็กสมัยใหม่ชอบกินนั้นกลับเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและ น้ำตาล ซึ่งการรับประทานอาหารเหล่านี้ส่งผลให้สุขภาพของเด็กยุคใหม่แย่ลง ทั้งประสบกับภาวะโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคลำไส้อักเสบ

มีงานวิจัยมากมายที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น โรคอ้วน, ข้ออักเสบรูมาตอยด์, เบาหวานชนิดที่ 2 และ Peter Turnbaugh จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่สนใจที่จะศึกษาการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ อันเนื่องมาจากการรับประทานอาหารที่ต่างกัน โดยเขาสนใจการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ระหว่างผู้รับประทานมังสวิรัติหรือ ทานผักผลไม้เป็นหลัก (plant-based diet) เช่น ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว ผัก ผลไม้  และสนใจผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก (animal-based diet) เช่น เนื้อวัว ไข่ และชีส ว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างไร

กลุ่มอาสาสมัครชาวอเมริกันที่ใช้ในการศึกษาประกอบไปด้วย เพศชาย 6 คนและเพศหญิง 4 คน มีอายุระหว่าง 21 และ 33 ปี โดยมี BMI อยู่ในช่วง 19 – 32 kg/m^2  โดยได้มีการติดตามดูพฤติกรรมการรับประทานอาหารของอาสาสมัครก่อนเป็นระยะเวลา 4 วันเพื่อดูพฤติกรรมการรับประทานอาหารปกติว่าเป็นอย่างไรและเพื่อสำรวจ จุลินทรีย์ในลำไส้ว่าก่อนรับประทานอาหารแต่ละกลุ่มมีจุลินทรีย์ใดอยู่บ้าง (basedline period) และเริ่มทานอาหารที่นักวิจัยเตรียมไว้เป็นระยะเวลา 4 วัน พร้อมทั้งบันทึกการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้หลังจากรับประทานอาหารใน กลุ่มต่างๆ เทคนิคที่ใช้ในการตรวจหาชนิดของจุลินทรีย์ก็คือ 16S rRNA gene sequencing and processing  (เป็นวิธีการจำแนกสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ โดยการหาลำดับเบสของชิ้นส่วนยีน 16S rRNA) โดยทำการตรวจหาจากอุจจาระ

credit – vcharkarn.com/varticle/58490

จะฆ่าตัวตายหรือไม่ เลือดบอกได้

จากสถิติของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Diseade Control and Prevention: CDC) ในปี 2009 มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ซะอีก แต่การจะบอกว่าใครกำลังจะฆ่าตัวตายหรือไม่นั้น แม้กระทั่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังยากที่จะบอก

ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจาก Indiana University School of Medicine และ Indianapolis VA Medical Center จึงได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือดที่จะบ่งบอกว่าคนนี้มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยสองบุคลิก (bipolar disorder) แต่ก็มีผู้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน โดยการศีกษาก่อนหน้านี้ได้ศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากน้ำในไขสันหลัง ซึ่งมีข้อเสียคือ การเจาะเอาน้ำไขสันหลังออกมานั้นเจ็บ มีกระบวนการที่ยุ่งยากและมีความเสี่ยง หรืออีกการศึกษาหนึ่งได้หาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากโปรตีนในสมองซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท (brain-derived neurotrophic factor: BDNF)

การค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) ในเลือดนี้ นักวิจัยเริ่มจากการนำข้อมูลเก่าที่มีการศึกษาในเรื่องของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่พบในบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางอารมณ์หรือโรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders) และวิกลจริต (Psychosis)

โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders) เป็นกลุ่มของโรคทางจิตเวช ที่มีความผิดปกติของอารมณ์เป็นอาการสำคัญ เป็นโรคที่มีอาการผิดปกติที่สำคัญทางอารมณ์ 2 แบบ คือ ภาวะแมเนีย และภาวะซึมเศร้า จึงเคยถูกเรียกว่า Manic- depressive disorder ในผู้ป่วยที่มีอาการภาวะซึมเศร้าทั้งหมดจะมีผู้ที่คิดอยากตายมากถึงร้อยละ 60 และฆ่าตัวตายร้อยละ 15

วิกลจริต (Psychosis) คือ ภาวะผิดปกติทางจิตที่มีความผิดปกติของความคิด อารมณ์ พฤติกรรมอย่างมากจนไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง เช่น คนบางคนอาจจะมีอาการของความคิดหลงผิด ประสาทหลอน พูดจาผิดปกติ เป็นต้น

หลังจากศึกษาข้อมูลเดิมแล้วจึงทำการค้นหายีนที่สร้างตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือดที่จะสร้างเมื่อจะฆ่าตัวตายโดยมองหาการแสดงออกที่ต่างกันของยีนจากเลือดของผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เริ่มต้นจากหายีนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วหาว่ายีนใดส่งผลต่อระดับความคิดที่จะฆ่าตัวตาย (suicidal ideation: SI) มากหรือน้อยโดยใช้การวิเคราะห์ด้วยวิธี intrasubject and intersubject analyses  ซึ่งพบว่ามี 246 ยีนที่เกี่ยวข้อง

ลำดับถัดไปเพื่อการระบุและจัดลำดับความสำคัญของยีนทั้งหมดที่ได้จากตัวอย่างเลือดจากการทดลองก่อนหน้านี้ นักวิจัยจึงใช้ Convergent Functional Genomic (CFG) ในการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลจากการชันสูตรสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปแล้ว(ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) รวมถึงข้อมูลทางพันธุกรรม  ผลจากการทำ CFG พบว่ายีน SAT1, FOXN3, PIK3R5 และ GBP1 ส่งผลต่อการฆ่าตัวตายมากที่สุด แต่ค่าที่ได้จากการทำ CFG นั้นเป็นค่ากว้างๆ ยังไม่เฉพาะชี้ชัดได้มากพอ ดังนั้นนักวิจัยจึงใช้วิธีของ Bayesian เพื่อหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ส่งผลโดยตรง พร้อมทั้งระบุความสำคัญของยีนดังกล่าวโดยลดค่า false-positive และ false-negative ที่เกิดขึ้นในตัวแต่ละบุคคลลง

credit – vcharkarn.com/varticle/57383

 

 

ปกป้องยุงร้าย ปลอดภัยจากมาลาเรีย

ยุงเป็นสัตว์ที่ทำอันตรายกับมนุษย์ติดอันดับต้นๆ พฤติกรรมการกินอาหารของยุงส่งผ่านเชื้อโรคร้ายหลายชนิดส่งผ่านมายังมนุษย์มากมาย เช่น ไข้เลือดออก ไข้เหลือง มาลาเรีย ฯลฯ แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์คิดวิธีที่แหวกแนวในการป้องกันโรคโดยไม่เน้นที่การฆ่ายุงแต่เป็นการปกป้องยุงแทน

          ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อมาลาเรียหลายล้านคน และคร่าชีวิตมนุษย์มากกว่า 1.2 ล้านคน ในแต่ละปี นับเป็นปัญหาทางสาธราณสุขที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ร้อนชื้น เช่น อินเดีย แอฟริกา และประเทศไทยที่ยุงชุกชุม

          ในอดีตมีวิธีการมากมายที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคระบาด เช่น ใช้สารเคมีกำจัดยุง ใช้ปลาไปกินลูกน้ำในแหล่งน้ำเพื่อลดจำนวนยุง หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีชีวภาพอย่างโปรตีนสารพิษฆ่าลูกน้ำยุง แต่ทั้งหมดมุ่งไปที่การกำจัดหรือลดปริมาณยุงเป็นหลัก ซึ่งมักได้ผลในระยะแรก เพราะการใช้สารเคมีฆ่ายุงนั้นไม่มีทางฆ่าได้ทั้งหมด 100% ยุงที่รอดตายหรือยุงที่มีความทนต่อยาฆ่าแมลงชนิดนั้น มีโอกาสออกลูกหลานถ่ายทอดความสามารถในการต้านทานยาฆ่าแมลงไปได้มากกว่า สุดท้ายประชากรยุงในบริเวณนั้นจึงกลายเป็นยุงที่ทนต่อสารเคมีได้ การใช้สารชีวภาพพวกโปรตีน หรือแบคทีเรียฆ่าลูกน้ำยุง แม้จะลดโอกาสในการดื้อยาได้ แต่ในระยะยาว ก็ยังเกิดการดื้อยาอยู่ดี เพราะเมื่อมีแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อมยุงกย่อมต้องปรับตัวเอาชีวิตรอด

          แต่ตอนนี้เริ่มแนวคิดใหม่ในการป้องกันมาลาเรียเกิดขึ้น โดยแทนที่จะพยายามกำจัดยุงกลับมุ่งไปที่การทำให้ยุงแข็งแรงและมีสุขภาพดีแทน เนื่องจากการที่ยุงสามารถนำโรคร้ายต่างๆ มาสู่คนได้เป็นเพราะยุงไปติดเชื้อโรคมา และอยู่ในสภาพที่เป็นพาหะ ดังนั้นหากเราสามารถป้องกันไม่ให้ยุงป่วย ไม่ติดโรค แม้ว่าจะยุงจะไปกัดคนป่วยมาก็ตาม ยุงก็จะไม่แพร่กระจายเชื้อไปยังคนอื่นๆ

credit – vcharkarn.com/varticle/58199